ในการปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างข้าราชการทหาร และข้าราชการพลเรือน เพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองเก่าที่คณะราษฎรมองว่าเป็นระบอบที่ล้าหลัง และไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ ซึ่งในเวลาขณะนั้นเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่สอง ในระยะแรกของการก่อตั้งคณะราษฎร สมาชิกในกลุ่มก็ล้วนประกอบไปด้วยชนชั้นขุนนางที่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษายังต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศฝรั่งเศส[1] โดยในกลุ่มพลเรือนก็ศึกษาวิชาทางกฎหมาย อย่างเช่น นายปรีดี พนมยงค์ ส่วนสมาชิกที่รับราชการทหาร ก็ศึกษาวิชาการปืนใหญ่(ร้อยโทแปลก ขีตตะสังคะ) วิชาการทหารม้า (ร้อยตรีทัศนัย มิตรภักดี)[2] โดยเมื่อไปศึกษา และเห็นระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ก็เกิดความคิดว่าควรจะนำมาใช้ปกครองในประเทศ
แม้ในช่วงเวลาของการก่อการ คณะราษฎรจะอาศัยความรู้ และ“มันสมอง” ของปรีดี พนมยงค์ ในการจัดตั้งรวบรวมสมาชิก และเคลื่อนไหวเพื่อก่อการ แต่ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเป็นวันที่จะปฏิวัตินั้น ผู้ที่เป็นผู้นำ และวางแผนในการก่อการการจะเป็นทหารคือ พันเอกพระยาทรงสุรเดช ซึ่งขณะนั้นเป็นอาจารย์สอนวิชาทหารอยู่ในกรมยุทธศึกษา โรงเรียนเสนาธิการทหาร[3]
เมื่อการปฏิวัติสำเร็จก็มีจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งในขณะนั้นเรียกว่า “คณะกรรมการราษฎร” และตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเรียกว่า “ประธานกรรมการราษฎร” และผู้ที่ดำรงตำแหน่งคนแรกคือ มหาอำมาตย์โท พระยามโนปกรณ์นิติธาดา[4]
ความขัดแย้งระหว่างคณะราษฎร กับขุนนางเก่าเริ่มขึ้นตั้งแต่การปฏิวัติ ซึ่งมีขุนนางในระบอบเก่าไม่เห็นด้วย และคอยหาโอกาสในการช่วงชิงอำนาจกลับคืนมา โดยโอกาสแรกที่เกิดขึ้นคือการที่พระปกเกล้าฯ ทรงต่อรองกับคณะราษฎรเพื่อทำให้ พ.ร.บ.ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน
ความขัดแย้งภายในคณะราษฎรเริ่มเกิดขึ้น เมื่อ พ.อ.พระยาทรงสุรเดช หันไปสนับสนุน พระยามโนปกรณ์ฯ นายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจากความขัดแย้งกับ พ.อ.พระยาพหลฯ ในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิเสธไม่ให้สมาชิกคณะราษฎรชั้นผู้น้อยรับตำแหน่งสำคัญๆ[6] หลังจากความขัดแย้งเริ่มก่อตัวได้ไม่นาน ก็เกิดปัญหาอีกในเรื่อง เค้าโครงเศรษฐกิจ ของปรีดี พนมยงค์ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ข้อ 3 ของ “หลัก 6 ประการ” ของคณะราษฎร[7] แต่เค้าโครงเศรษฐกิจนี้ก็ได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากขุนนางเก่า เช่น พระยามโนปกรณ์ฯ รวมทั้งสมาชิกบางคนในคณะราษฎร เช่น พ.อ.พระยาทรงสุรเดช ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี แต่สมาชิกฝ่ายทหารอย่างเช่น พ.อ.พระยาพหลฯ พ.ท.หลวงพิบูลสงคราม และคณะราษฎรสายพลเรือน ได้แสดงความสนับสนุนนายปรีดี จึงทำให้ รัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯ ออกพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎร และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งทำให้รัฐบาลสามารถออกกฎหมายได้โดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา ซึ่งต่อมารัฐบาลพระยามโนปกรณ์ก็ออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2476 โดยมุ่งใช้เพื่อกำจัด นายปรีดี โดยกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และเนรเทศนายปรีดี พนมยงค์ให้เดินทางออกจากประเทศโดยไปยังฝรั่งเศส[8] ซึ่งเท่ากับว่าฝ่ายขุนนางเก่า หรือฝ่ายนิยมเจ้าสามารถกำจัด “เสี้ยนหนาม” ออกไปได้อันหนึ่ง
แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผันไปอีกเมื่อ พ.อ.พระยาพหลฯ ร่วมกับ พ.ท.หลวงพิบูลสงคราม และ น.ท.หลวงศุภชลาศัย ทำการรัฐประหาร ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2476 และจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยมีพระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของประเทศ รวมทั้งมีการเรียกนายปรีดี พนมยงค์กลับประเทศ
การพ่ายแพ้ของกบฏบวรเดชในครั้งนี้ได้ทำให้พลัง และบทบาทของฝ่ายนิยมเจ้าถดถอยลง
การที่พ.อ.พระยาพหลฯ ปฏิเสธการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่สาม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2481 โดยอ้างถึงเรื่องสุขภาพ และต้องการแสดงวิถีทางรัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนเข้าใจว่า การผลัดเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย[10] พ.อ.หลวงพิบูลสงคราม จึงได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 3 ของประเทศ
ในสมัยของพ.อ.หลวงพิบูลสงคราม นโยบายต่างๆของรัฐบาลจะเป็นไปในแนวทางลัทธิชาตินิยม และทหารนิยม และนโยบาย หรือภารกิจสำคัญอันหนึ่งของหลวงพิบูลสงคราม คือการ กวาดล้างฝ่ายนิยมเจ้า และฝ่ายพระยาทรงสุรเดช[11] โดยมีการจับกุมผู้ต้องหาที่สงสัยว่าจะก่อการกบฏมากมาย รวมทั้งคนสนิทของพระยาทรงสุรเดชด้วย โดยในการกวาดล้างครั้งนี้ หลวงพิบูลสงคราม ได้ตั้ง “ศาลพิเศษ” ขึ้นมาเพื่อพิพากษาลงโทษ ซึ่งมีตั้งแต่การประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต[12]
เหตุการณ์สำคัญอีกเรื่องหนึ่งในสมัยรัฐบาลหลวงพิบูลสงครามคือ การเรียกร้องดินแดนคือจากประเทศฝรั่งเศส ที่เสียไปในสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจากเห็นว่าในช่วงเวลาขณะนั้นฝรั่งเศสเพิ่งแพ้สงครามต่อเยอรมัน ตาเมื่อฝรั่งเศสไม่ยอมจึงได้มีการสู้รบกันขึ้น ต่อมาจึงได้รับการไกล่เกลี่ยจากประเทศญี่ปุ่น โดยไทยได้รับดินแดน แคว้นหลวงพระบาง ฝั่งขวาของแม่น้ำโขง แคว้นนครจำปา
แต่แล้วเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง และกองทัพญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกเพื่อเคลื่อนทัพผ่านประเทศไทยเพื่อไปตีพม่าและมลายู โดยในระยะแรกรัฐบาลจอม ป. พิบูลสงคราม[16] ได้แสดงท่าทีว่าที่ให้ญี่ปุ่นเคลื่อนทัพผ่าน และตั้งกองทัพในประเทศไทยนั้น เป็นเพราะถูกบังคับ และกองทัพญี่ปุ่นมีกำลังที่เหนือกว่ามาก[17] แต่ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นยังคงกองทัพอยู่ในประเทศไทย จอมพล ป. ก็ยิ่งสามารถใช้อำนาจเผด็จการได้มากยิ่งขึ้น เช่นการแต่งตั้ง และถอดถอนรัฐมนตรี เพื่อให้ในรัฐบาลมีแต่รัฐมนตรีที่เห็นด้วยกับแนวทางของจอมพล ป. เท่านั้น
ท่าทีของจอมพล ป. ที่เริ่มโน้มเอียงไปทางญี่ปุ่นนี้เองที่ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างจอมพล ป. และนายปรีดี พนมยงค์ โดยจุดแตกหักได้เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลจอมพล ป. ได้ประกาศสงครามกับอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา โดยนายปรีดีได้รวบรวมผู้ที่สนับสนุนตนในคณะราษฎรสายพลเรือน รวมทั้งกลุ่มที่ต่อต้านจอมพล ป. อยู่แล้วเช่นกลุ่มทหารเรือ เนื่องจากเห็นว่าจอมพล ป. เป็นเผด็จการ โดยต่อมาได้เรียกว่า “ขบวนการเสรีไทย”
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้การดำเนินการเคลื่อนไหวของขบวนการเสรีไทยดำเนินการได้โดยสะดวก คือการที่เสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาหันไปสนับสนุนฝ่ายนายปรีดี โดยในการประชุมรัฐสภาได้มีการอภิปรายในเรื่องพระราชกำหนดจัดตั้งเมืองเพชรบูรณ์เป็นเมืองหลวง และเมื่อมีการลงมติรัฐบาลพ่ายแพ้ไปด้วย 36 เสียง ต่อ 48 เสียง เรื่องต่อมาคือการพิจารณาพระราชกำหนดพุทธบุรีมณฑล ซึ่งรัฐบาลก็พ่ายแพ้ไปอีกด้วย 43 เสียง ต่อ 41 เสียง ซึ่งทำให้จอมพล ป. ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และฝ่ายปรีดีได้เลือกนายควง อภัยวงศ์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
แม้จอมพล ป. จะหมดอำนาจในทางการเมืองหลังจากเสียงส่วนใหญ่ในสภาหันไปสนับสนุนฝ่ายนายปรีดี แต่จอมพล ป. ยังคงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งทำให้อำนาจทางทหารยังอยู่ในมือของจอมพล ป. โดยได้ไปตั้งหลักที่จังหวัดลพบุรี เพื่อรอคอยจังหวะในการยึดอำนาจกลับคืน แต่ต่อมารัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ได้มีคำสั่งปลดจอมพล ป. ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด รวมทั้งยุบตำแหน่งนี้ด้วย ทำให้จอมพล ป. หมดอำนาจไปชั่วคราว
ในสมัยหลังจากที่จอมพล ป. หมดอำนาจ ก็ทำให้การเมืองไทยได้เข้าสู่การแข่งขันต่อสู้ทางการเมืองโดยวีถีทางประชาธิปไตยระบบรัฐสภา โดยมีการเริ่มตั้งพรรคการเมืองลงเลือกตั้ง เพื่อจัดตั้งรัฐบาล หลังจากที่รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์สามารถกำจัดอำนาจของจอมพล ป. ลงไปได้แล้ว โดยได้ยกเลิกระเบียบทางวัฒนธรรมต่างๆที่จอมพล ป. ได้กำหนดขึ้น ที่สำคัญได้มีการนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมืองต่างๆที่ถูกจับกุม และลงโทษในสมัยจอมพล ป. ซึ่งกลุ่มนักโทษทางการเมืองเหล่านี้ได้สร้างเครือข่ายของ “กลุ่มกษัตริย์นิยม” ทั้งในบทบาทนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ และนักวิชาการ เพื่อดำเนินการต่อต้านและกำจัดฝ่ายคณะราษฎร ซึ่งในที่นี้คือฝ่ายนายปรีดีนั่นเอง[18]
หลังจากที่นายควง อภัยวงศ์เข้ามารับตำแหน่งเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นยังไม่ประกาศแพ้สงคราม แต่เมื่อญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้แล้ว นายควงก็ลาออกเพื่อให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก ม.ร.ว.เสนีย์ เป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในสหรัฐฯ และดำเนินการต่อต้านญี่ปุ่นมาโดยตลอด ซึ่งในขณะนั้นอังกฤษต้องการให้ไทยเป็นประเทศที่แพ้สงคราม และต้องการเอาผิดกับไทย โดยอ้างว่าอังกฤษได้รับความเสียหายจากสงครามเป็นอย่างมาก รวมทั้งทางอังกฤษ และฝรั่งเศสต้องการดินแดนที่เสียให้กับไทยในระยะแรกของสงครามกลับคืนมาด้วย[19] การที่ ม.ร.ว.เสนีย์ เป็นอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ และสหรัฐฯเองก็ไม่ได้รับความเสียหายจากสงครามมาก และมีบทบาทสำคัญในการเมืองระหว่างประเทศ คงจะสามารถช่วยให้ไทยไม่เป็นประเทศแพ้สงคราม และต้องจ่ายค่าเสียหายจากสงครามได้ และเหตุผลอีกประการหนึ่งในการเลือก ม.ร.ว.เสนีย์ ก็เพื่อประสานรอยร้าวระหว่างคณะราษฎรกับฝ่ายนิยมเจ้า[20]
ในการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2488 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ที่ประกาศตัวว่าเป็น Royalist (กษัตริย์นิยม) ได้รวบรวมผู้ที่นิยมเจ้า เช่น ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน์ สอ เสถบุตร
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือความขัดแย้งระหว่างนายควง อภัยวงศ์กับ นายปรีดี พนมยงค์ โดยที่นายปรีดีสนับสนุนนายดิเรก ชัยนาม เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2489 แม้ว่านายควงจะชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ที่ตนลงสมัคร แม้ว่าสุดท้ายแล้วนายควงจะชนะได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่านายดิเรก และได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย แต่รอยร้าวแห่งความขัดแย้งยังดำรงอยู่ และเมื่อนายควงแพ้คะแนนเสียงในสภา ทำให้นายควงลาออกจากตำแหน่ง และนายปรีดี พนมยงค์ได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนนายควงก็ไปรวบรวม ส.ส.ที่อยู่ฝ่ายต่อต้านนายปรีดี มาตั้งพรรคการเมืองใหม่ คือ “พรรคประชาธิปัตย์”
รัฐบาลนายปรีดี พยายามแสดงความประนีประนอมต่อฝ่ายนิยมเจ้า โดยการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อยกเลิกมาตรา 11 ที่กำหนดให้เชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่อยู่เหนือการเมือง ทำให้เป็นการเปิดทางให้ฝ่ายนิยมเจ้าสามารถเข้ามามีบทบาททางการเมืองได้อย่างเปิดเผย หลังจากที่ต้องคอยแอบกระทำการต่อต้านรัฐบาลคณะราษฎร ฝ่ายนิยมเจ้าสามารถใช้วิถีทางลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเข้ามาช่วงชิงอำนาจทางการเมือง และยังมีการกำหนดมาตราต่างๆ ในการป้องกันไม่ให้ทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ในมาตรา 24, 29 และ 66 ที่ระบุไว้ว่า ให้สมาชิกพฤฒสภา สภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรี ต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ[21]
การแก้ไขรัฐธรรมนูญของนายปรีดีในครั้งนี้ เป็นการเปิดทางให้ฝ่ายนิยมเจ้า หรือขุนนางเก่า เข้ามีแข่งขันทางการเมืองได้อย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ โดยกลุ่มนิยมเจ้าได้ร่วมกันก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีศัตรูสำคัญของฝ่ายนิยมเจ้าคือนายปรีดี พนมยงค์
การเลือกตั้งครั้งต่อมาในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2489 พรรคการเมืองต่างๆที่สนับสนุนนายปรีดีได้รับการเลือกตั้งถึง 61 คน ส่วนฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกเข้ามาเพียง 16 คน [23] แต่นายปรีดีก็ปฏิเสธการเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งสมัย และสนับสนุนให้พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
การที่นายปรีดีไม่ยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมทั้งสภาพปัญหาเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ว่าไทยจะไม่ได้เป็นประเทศผู้แพ้สงครามแต่ก็ต้องเสียเงินจำนวนมากในชดใช้ความเสียหายของอังกฤษในระหว่างสงคราม และเสียค่าอำนวยการต่างๆเพื่อดูแลทหารของฝ่ายสัมพันธมิตร การที่ไทยต้องส่งข้าวสารไปให้กับอังกฤษ 1.5ล้านตันโดยรวมแล้วมีมูลค่าเท่ากับ 2,520 ล้านบาท[24] นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการทุจริต และกรณีสวรรคต ก็ถูกพรรคประชาธิปัตย์นำมาอภิปรายในสภาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปัญหาการแตกแยกภายในรัฐบาลเอง จนมีการแยกตัวออกไปตั้งพรรคการเมือง จนทำให้สถานการณ์ของรัฐบาลไม่มีความมั่นคงนำไปสู่การรัฐประหารในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 อันเป็นการสิ้นสุดอำนาจของคณะราษฎร แม้ว่าหลังการรัฐประหาร 2490 ผ่านไปประมาณครึ่งปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก แต่ฐานอำนาจของจอมพล ป. ไม่ใช่คณะราษฎรอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นคณะรัฐประหาร 2490 รวมทั้งยังต้องคอยประสานผลประโยชน์กับฝ่ายนิยมเจ้า ที่จอมพล ป. เคยโค่นล้ม และกวาดล้างนั่นเอง
[1] แม้ว่า “มันสมอง”ของคณะราษฎรจะเป็น ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมาจากสามัญชน และผู้ที่ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการปฏิวัติเพียง 6ปีอย่างจอมพล ป. พิบูลสงครามก็มาจากสามัญชนเช่นกัน
[2] สิริรัตน์ เรืองวงษ์วาร, “ประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน”, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง,2536). น. 40
[3] เพิ่งอ้าง, น. 51
[4] เพิ่งอ้าง, น. 71
[5] ณัฐพล ใจจริง, คว่ำปฏิวัติ – โค่นคณะราษฎร : การก่อตัวของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพรมหากษัตริย์เป็นประมุข”, ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 1, (กรุงเทพฯ : ฟ้าเดียวกัน, 2551), น. 110
[6] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. แผนชิงชาติไทย. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ 6 ตุลารำลึก, 2550), น. 15
[7] “หลัก 6 ประการ” เขียนโดยปรีดี พนมยงค์ ซึ่งพ.อ.พระยาพหลฯ ได้อ่านในวันปฏิวัติที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยข้อ 3 เขียนไว้ดังนี้ “ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก” อ้างใน, สิริรัตน์ เรืองวงษ์วาร, อ้างแล้ว, น. 59
[8] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. อ้างแล้ว, น. 16-17
[9] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. อ้างแล้ว, น. 20
[10] สิริรัตน์ เรืองวงษ์วาร, อ้างแล้ว, น. 135
[11] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. อ้างแล้ว, น. 25
[12] ดูรายละเอียดของผู้ที่ถูกลงโทษได้ใน สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. อ้างแล้ว, น. 28 และ สิริรัตน์ เรืองวงษ์วาร, อ้างแล้ว, น. 148
[13] ดิเรก ชัยนาม. ไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง. (นนทบุรี : สำนักพิมพ์ศรีปัญญา,2549). น. 122
[14] ชนิดา พรหมพยัคฆ์ เผือกสม. การเมืองในประวัติศาสตร์ธงชาติไทย. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน,2546). น. 160
[15] ดูรายละเอียดการเปลี่ยนชื่อของบุคคลสำคัญทางการเมืองได้ใน สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. อ้างแล้ว, น. 32
[16] ต่อไปจะเรียกชื่อตามชื่อนามสกุลที่เปลี่ยนใหม่
[17] ดิเรก ชัยนาม. อ้างแล้ว. น. 159
[18] ณัฐพล ใจจริง, อ้างแล้ว, น. 130
[19] ดิเรก ชัยนาม. อ้างแล้ว. น. 373
[20] สรศักดิ์ งามขจรกุล 2531 “ขบวนการเสรีไทยกับความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทยระหว่าง พ.ศ.2481-2492” วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. น. 185 อ้างถึงใน สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. อ้างแล้ว, น. 45
[21] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. อ้างแล้ว, น. 51
[22] สุพจณ์ ด่านตระกูล, แถลงการณ์เรื่องความบริสุทธิ์ของนายปรีดี พนมยงค์ ในกรณีสวรรคตของ ร.8. (กรุงเทพฯ : ไทยแลนด์การพิมพ์, 2522). น. 1
[23] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. อ้างแล้ว, น. 57
[24] ดิเรก ชัยนาม. อ้างแล้ว. น. 392

